วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555


                                                                            
                                             ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่  (Structural  Functionalism)


             ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่  เป็นทฤษฎีหลักทางสังคมวิทยา และเป็นทฤษฎีที่ทางอิทธิพลทฤษฎีหนึ่งของสังคมวิทยา  นั่นหมายถึงเราสามารถใช้ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่  อธิบายหรือพยากรณ์  ทำความเข้าใจ  ปรากฏการณ์ทางสังคมได้อย่างชัดเจนและละเอียดในทุกระดับชั้นของสังคมโลกเป็นอย่างดี
ขอบข่ายของทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่
               ถ้าเราจะศึกษาทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่  ให้ครบถ้วนแล้วเราต้องศึกษาเรื่องใดบ้าง  เรื่องที่เราจะต้องศึกษามีดังต่อไปนี้คือ
1.         ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่คลาสสิก  (Classical  Structural  Functionalism)
2.         ทฤษฎีหน้าที่ของการชนชั้น  (The  Functional  Theory  of  Stratification)
3.         สิ่งจำเป็นของหน้าที่ในสังคม  (The  Functional  Prerequisites  of  Society)
4.         ทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่ของพาร์สัน  (Parsons’s  Structural  Functionalism)
ความสมานฉันท์และความขัดแย้ง   (Consensus  and  Conflict)
               ก่อนที่เรียนรู้ทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่  เราต้องรู้  2  ศัพท์  คือ
1.         ความสมานฉันท์  (Consensus)
2.         ความขัดแย้ง  (Conflict)
ทฤษฎีสมานฉันท์  มองที่บรรทัดฐานร่วม  (Shared  Norms  and  Values)  และค่านิยมร่วมว่าเป็นพื้นฐานของสังคม และมองที่ความเป็นระเบียบทางสังคม ขึ้นอยู่กับข้อตกลงโดยอ้อม ๆ(Social  Order)  และมองการเปลี่ยนแปลงทางสังคมว่า  เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ  และเป็นไปตามแฟชั่น
ทฤษฎีความขัดแย้ง  เน้นที่  การมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนในสังคม   โดยคนอีกกลุ่มหนึ่ง  และมองเห็นความเป็นระเบียบของสังคมว่า  ขึ้นอยู่กับการใช้กลยุทธ์และควบคุม  โดยคนอีกกลุ่มหนึ่ง  และมองการเปลี่ยนแปลงทางสังคมว่าเกิดขึ้นโดยอย่างรวดเร็ว  และไม่เป็นไปตามแฟชั่น
ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่  (Structural  Functionalism)
               คำว่า  “โครงสร้างกับหน้าที่”  ไม่ต้องใช้รวมกันก็ได้  เราสามารถแยกใช้ต่างกันได้  มาร์ก  อับราฮัมสัน  ได้ระบุทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่  ไว้  3  ระดับ 
               1.  Individualistic   Functionalism  (หน้าที่นิยมส่วนบุคคล)  =  ทฤษฎีนี้เน้นที่ความต้องการผู้กระทำ  (Actors)   โครงสร้างหน้าที่จึงปรากฏที่หน้าที่ที่สนองตอบต่อความต้องการ
               2.  Interpersonal  Functionalism   (หน้าที่นิยมกับผู้อื่น)  =  ทฤษฎีนี้เน้นที่ความสัมพันธ์ทางสังคม  (Social  Relationship)  โดยกลไกที่ขจัดความตึงเครียดที่มีอยู่ในความสัมพันธ์นั้น ๆ
               3.  Societal  Functionalism  (หน้าที่นิยมสังคม)  =   ทฤษฎีนี้เน้นที่โครงสร้างทางสังคมขนาดใหญ่และสถาบันทางสังคม  ความสัมพันธ์ระหว่างกันและบังคับ  ผลของการบังคับต่อผู้กระทำ
ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่แบบคลาสสิก 
               นักสังคมวิทยาแบบคลาสสิก  3  ท่าน  คือ  ออกุสค์  คองต์,  เฮอร์เบริต์  สเปนเซอร์  และอีมิล  เดอร์คไฮม์  มีอิทธิพลต่อทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่อย่างมาก
คองต์  มีความคิดแบบบรรทัดฐานเกี่ยวกับสังคมที่ดี  (Good  Society)  สังคมที่ดีต้องมีดุลยภาพ  (equilibrium)  เขานำเสนอทฤษฎีอินทรีย์ทางสังคม  (Organism)  โดยมองเปรียบเทียบสังคมกับอวัยวะทางร่างกายคล้าย ๆ กัน  โดยเฉพาะการทำหน้าที่  เขาจึงเรียกว่า  “ทฤษฎีอินทรีย์ทางสังคม”  (Social  Organism )  เช่น  เขาเปรียบเซลส์เหมือนกับครอบครัว  และ

นเ
เนื้อเยื่อกับการแบ่งชนชั้นทางสังคม  อวัยวะกับเมือง  และชุมชน  เป็นต้น
สเปนเซอร์  ก็นำหลักอินทรีย์มาใช้เหมือนกัน  แต่เขามองที่สังคมทั้งหมด  โดยเน้นที่ตัวผู้กระทำเป็นหลัก  เขาแบ่งอินทรีย์ไว้เป็น  2 ระดับ คือ
1.         สังคม  (Social  Organism)
2.         ปัจเจก  (Individual  Organism)
ขณะที่ทั้ง  2  อย่างเจริญขึ้น  สิ่งที่ไม่เป็นอินทรีย์ไม่เจริญ  และยิ่งมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น  ยิ่งมีความสลับซับซ้อนและแตกต่างยิ่งขึ้น  ยิ่งแตกต่าง  ยิ่งทำให้หน้าที่แตกต่างไปด้วย  และต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน  ดังนั้น  ตัวไหนเปลี่ยนอีกตัวก็เปลี่ยน
เดอร์คไฮม์  ความสนใจของเขาอยู่ที่  Social  Organism  และการปฏิสัมพันธ์กัน  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการทางสังคม  (Social  Need)  อันประกอบไปด้วย
1.         สาเหตุทางสังคม  (Social  Cause) 
2.         หน้าที่ทางสังคม  (Social  Function)
สาเหตุ  เกี่ยวกับว่าเหตุใดจึงมีโครงสร้างอย่างนี้และมีรูปแบบอย่างนี้
หน้าที่  เกี่ยวกับความต้องการการต่อระบบที่ขยายออกไปได้รับการตอบสนอง  โดยโครงสร้างที่ให้ไว้หรือไม่

 

ทฤษฎีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดชนชั้นทางสังคม

               ตามความคิดของ  Kingley  David &  Wilbert  Moore  คิงเลย์  เดวิด  และวิลเบริต์   มัวร์ ทั้งสองคิดว่า  การจัดชนชั้นทางสังคม  (Social  Stratification)  เป็นสากลและจำเป็นทุกสังคมต้องมีชนชั้น ชนชั้นมาจากเจตจำนงในการทำหน้าที่
1.         ในด้านโครงสร้าง มองว่าการจัดชนชั้นได้จัดบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ  ที่ได้รับความนับถือตาม  (ค่านิยม)  โดยมีเหตุจูงใจ  2  ประการ
1.1     ปลูกฝังให้บุคคลอยากเข้าสู่ตำแหน่งที่กำหนด
1.2    ทำตามบทบาทในตำแหน่งที่สังคมคาดหวังไว้


                  ดังนั้นการจัดบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่เหมาะสมจึงเป็นระบบทางสังคมในทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                  สิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อหน้าที่หลักของสังคม (The Functional Prerequisite of Society ) ในการนิยามหน้าที่พื้นฐาน (Prerequisite) ก่อนเกิดหน้าที่ของระบบปฏิบัติการ (Action System)  มี 4 อย่าง คือ
1.         การปรับตัว (Adaptation)
2.         การบรรลุเป้าหมาย (Goal Attainment)
3.         บูรณาการ (Integration)
4.         การธำรงไว้ซึ่งแบบแผน (Pattern Maintenance)
                  สังคมเกิดจาการต้องการอยู่รวมกันแบบสมานฉันท์ของสมาชิกในสังคม สิ่งที่ทำให้เกิดการสมานฉันท์ที่สมบูรณ์แบบคือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Potential  Communication) หมายถึง ระบบสัญลักษณ์ร่วม (Shared Symbolic systems )โดยผ่านการเรียนรู้ระเบียบทางสังคม (Socialization)   
                  สังคมต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ถ้าต่างกันจะเกิดความวุ่นวาย ด้วยเหตุนี้สังคมจำเป็นต้องมีวิธีการในการกำหนดเป้าหมาย โดยใช้ระบบบรรทัดฐาน (Normative System) , ความสำเร็จของบุคคล  ถ้าไร้บรรทัดฐานแล้ว สังคมจะไร้ระเบียบและเดือดร้อน
                  สังคมต้องมีระบบการเรียนรู้ สำหรับคนในสังคมต้องเรียนสิ่งต่างๆ ทั้งสถานภาพในระบบชนชั้น ค่านิยมร่วม จุดหมายที่ยอมรับร่วมกัน การรับรู้ร่วมกัน ตลอดจนการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก จึงช่วยให้เกิดความร่วมมือและปฏิบัติที่สอดคล้องกับบรรทัดฐาน
                  สังคมต้องมีมาตรการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ ยอมรับในค่านิยมที่เหมาะสม เขาจะประพฤติอยู่ในกรอบของความถูกต้องดีงาม โดยความสมัครใจ